วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาหารเฉพาะกลุ่ม



แกงเลียงผักรวมกับปลาเค็มเจทอด


วันนี้ตื่นสายมาก แต่ก็ยังมีเมนูให้ได้ทานกัน แกงร้อนๆๆข้าวอุ่นๆๆ อิ่มสบายท้อง





















วัตถุดิบและสัดส่วน:
ปลาเค็มเจทอด 3 ชิ้น
ฟักทอง 100 กรัม
เห็ด 100 กรัม
ข้าวโพด 100 กรัม
ผักตำลึง 100 กรัม
ใบแมงลักและใบโหระพา ตามใจชอบ


เครื่องปรุง:
พริกชี้ฟ้า 17 เม็ด
ตะไคร้ 2 ต้น
พริกไทยดำ 1ช้อนชา
กะปิเจ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา


ขั้นตอนการปรุง:
1. ผักล้างให้สะอาดแล้วตัดเป็นท่อน
2. โขลกพริกแกง ส่วนผสมตามที่บอกไว้ข้างบน 
3. ปลาเค็มเจทอดให้เหลืองกรอบ
4. นำปลาเค็มเจ แบ่งหนึ่งชิ้นนำมาโขลกรวมกับน้ำพริก
5. ตั้งหม้อใส่น้ำ พอเดือดนำน้ำพริกลงไป พอเดือดก็ใส่ผักลงไป
6. พอผักสุกก็ปรุงรสอีกครั้ง ใส่ใบแมงลักหรือโหระพาลงไป

เคล็ดลับ:
ใส่ใบโหระพาลงไปเพิ่มความหอมให้แกง





เบเกอรี่


บลูเบอร์รี่ชีสพาย


เข้าครัวทำขนมกันดีมั๊ย มาทำขนมง่ายกันค่ะ เคยทำแล้วก็ทำอีกเพราะว่าคราวนี้มีการปรับสูตรใหม่ ได้สูตรมาใหม่ค่ะลองทำแล้วก็เวิร์คมากๆด้วย เพื่อนของคุณแม่ค่ะ ท่านแนะนำว่าให้ใส่น้ำสับปะรดลงไปด้วยนิดนึง ตอนแรกก็งงๆ ท่านเลยเขียนสูตรส่งมาให้ ขอบคุณมากๆค่ะ เอามาแบ่งเพื่อนให้ทำกินกันดู
รูปภาพ

วัตถุดิบและสัดส่วน:
1. แครกเกอร์ริช 200 กรัม
2. เนยละลาย 70 กรัม
3. ครีมชีสฟิลาเดลเฟีย1 ก้อน
4. น้ำสับปะรด 1/4 ถ้วย
5. น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
6. นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
7. บลูเบอรี่ 1 กระป๋อง (ใช้ไม่หมดหรอกค่ะ ที่เหลือเอามาทานเล่นหรือทำขนมอื่นๆ)
ขั้นตอนการปรุง:
1. นำแครกเกอร์มาป่นให้ละเอียด ส่วนตัวใช้วิธีการปั่นค่ะ ชอบแบบละเอียดๆ
2. ผสมแครกเกอร์ป่นกับเนยละลาย และกรุลงถ้วยฟรอยด์กดให้แน่น ให้หนากำลังดีค่ะ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น
3. ตัดครีมชีสเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ตีง่าย แล้วใส่ในชามผสมตีให้เป็นเนื้อเนียนๆ
4. ใส่นมข้นหวาน คนให้เนียน แล้วจึงใส่น้ำสับปะรด น้ำมานาว คนให้เนียนเข้ากัน
5. นำถ้วยแครกเกอร์ออกมาจากตู้เย็น ตักครีมชีสใส่ในถ้วย แล้วนำไปแช่อีกครั้ง
6. ก่อนรับประทาน นำออกมาจากตู้เย็นแล้ว ตักบลูเบอร์รี่ราดด้านบนตามต้องการค่ะ
เคล็ดลับ:

ครีมชีสเปรี้ยวไม่ได้บูด

ครีมชีสจัดเป็น Fresh Cheese หรือชีสสดที่ไม่ได้ผ่านการหมักบ่มให้เกิดกลิ่นเเรงๆ หากคุณลองซื้อครีมชีสมาสัก 1 ชิ้น เเล้วลองตัดชิมดู จะพบว่ารสของชีส จะมันๆ หอมๆ หวานธรรมชาติเเบบนมสดในลำคอ ตามด้วยรสเปรี้ยวๆ น้อยๆ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลา กับผลิตภัณฑ์นมประเภทนมเปรี้ยว โยเกิร์ตหรือซาวครีม รสเปรี้ยวๆ นี้ที่หลายคนอาจจะ "เหวอ" เมื่อรับประทานชีสเข้าไป อาจจะกลัวว่าเป็นอาการหนึ่งของการเสื่อมสภาพของพวกนม เเต่อันที่จริงเเล้วรสเปรี้ยวๆ ในชีสนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการตามธรรมชาติในการผลิตชีส
เครื่องดื่ม


ไวท์มอลต์คอร์นเฟลกสมูทตี้

เครื่องดื่มไวท์มอลต์เย็นเป็นของชอบของแนนด้วยค่ะ นอกจากกาแฟแล้วเนี่ย แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าช่วงแรกๆที่โอวันตินทำไวท์มอลต์ออกมา ชิมรสชาติแล้วไม่ค่อยปลื้มค่ะ แต่ตอนนี้ชอบมาก ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกว่าหอมอร่อย สูตรนี้เลยเอาไวท์มอลต์มาปั่นกับคอร์นเฟลกสีสวยที่เพื่อนซื้อมาให้จากต่างประเทศ ที่ไทยหายากค่ะคอร์นเฟลกสีรุ้งแบบนี้ จะใส่เป็นแบบอื่นก็ได้ตามที่จะหาได้สะดวก
รูปภาพ

วัตถุดิบและสัดส่วน:
1. ผงไวท์มอลต์ 2 ช้อนโต๊ะ
2. นมข้นหวาน 2 ช้อนชา
3. น้ำร้อนนิดหน่อย (เอาไว้ชงไวท์มอลต์ให้ละลาย)
4. นมสด 1/2 ถ้วย
5. น้ำเชื่อม 2 ช้อนชา
6. คอร์นเฟลก 2-3 ช้อนโต๊ะ (ตามชอบ)
7. สตรอเบอร์รี่เชื่อม 3 ลูก
8. น้ำแข็งป่น 1 แก้ว
ขั้นตอนการปรุง:
1. ชงผงไวท์มอลต์กับนมข้นหวาน และน้ำร้อน คนให้ละลาย 
2. ใส่น้ำแข็ง นมสด น้ำเชื่อม สตรอเบอร์รี่เชื่อม และไวท์มอลต์ลงในโถปั่น ปั่นจนละเอียด
3. เปิดฝาใส่คอร์นเฟลกลงไปปั่นอีกครั้งให้พอละเอียด เทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่เชื่อม
เคล็ดลับ:

มอลต์ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากแค่ไหน?

มอลต์ได้ชื่อว่าเป็นธัญพืชที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย มอลต์ให้คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมง่าย โดยมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวในรูปของกลูโคสซึ่งร่างกายสามารถใช้เป็นพลังงานได้ทันที และยังมีน้ำตาลในรูปของโอลิโกแซค-คาไรด์ ที่ดูดซึมอย่างช้าๆ จึงทำให้ร่างกาย ได้รับพลังงานต่อเนื่อง ช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล
นอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว มอลต์ยังให้โปรตีนชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โปรตีนในมอลต์เป็นสารอาหารที่สำคัญในการเจริญเติบโตและเป็นส่วนประกอบหลักของอวัยวะต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตเอนไซม์ ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกัน 
และมอลต์ก็เป็นสารอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่ผลิตจากเมล็ดข้าวบาร์เลย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมายเกือบ 50 ชนิด เห็นอย่างนี้แล้วหลายคนคงหันกลับมากินไวท์มอลต์แน่นอน
อาหารว่าง


ติ่มซำฮะเก๋า

เอาสูตรฮะเก๋ามาส่งค่ะ ฮะเก๋าเป็นติ่มซำที่เป็นของโปรดเลยค่ะ ไส้ข้างในเป็นเนื้อกุ้งผสมมันหมูเล็กน้อย เพื่อให้นุ่มอร่อย เคยทำแบบไม่ใส่มันหมูแล้วไม่อร่อยเท่าค่ะ เลยต้องใส่แต่ไม่เยอะนะคะ แค่พอให้นุ่มไม่เน้นมันค่ะ
รูปภาพ

วัตถุดิบและสัดส่วน:
ส่วนผสมแป้ง
1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
2. แป้งมัน 1/4 ถ้วย
3. น้ำต้ม 1 ถ้วย
4. น้ำมันพืช

ส่วนผสมไส้กุ้ง


1. กุ้งสับ 500 กรัม
2. มันหมูสับ 1/4 ถ้วย
3. หน่อไม้หั่นเต๋า 1/4 ถ้วย
4. ไข่ขาว 1 ฟอง
5. เกลือ 1 ช้อนชา
6. พริกไทย 1/2 ช้อนชา
ขั้นตอนการปรุง:
1. ผสมเนื้อกุ้งกับ เกลือ พริกไทย ไข่ขาว พักไว้
2. ใส่มันหมูและหน่อไม้ คลุกเคล้าให้ทั่ว นวดเข้ากันแล้วเอาไปพักในตู้เย็น
3. ร่อนแป้งเข้าด้วยกัน ใส่น้ำต้ม คนเร็วๆให้เข้ากัน เติมน้ำมันพืชเล็กน้อย แล้วนวดจนแป้งเนียน
4. แบ่งแป้งออกมานิดหนึ่ง ปั้นเป็นก้อนแล้วรีดให้บาง 
5. นำมาห่อไส้กุ้งที่เราพักเอาไว้เมื่อสักครู่ ห่อไปเรื่อยๆแล้วนำไปนึ่งให้สุก 
เคล็ดลับ:
ทำความรู้จักกับติ่มซำกันเถอะ

ติ่มซำ หรือ หยำฉา เป็นอาหารว่างของจีน นิยมรับประทานกับน้ำชา เป็นที่รู้จักกันไปทั้งโลก เป็นคำเรียกรวมอาหารหลายอย่าง มักเป็นอาหารจำพวกปรุงด้วยการนึ่ง เช่น ขนมจีบ, ซาลาเปา, ฮะเก๋า, เกี๊ยวซ่า เป็นต้น บรรจุในภาชนะขนาดเล็ก เช่น เข่งไม้ไผ่ หรือจานใบเล็ก ในร้านอาหารจีนบางร้านนึ่งติ่มซำไว้บนเตารอลูกค้าสั่ง บางร้านใส่รถเข็นหรือใส่ตะกร้าคล้องคอ ให้พนักงานนำไปเสนอลูกค้าในร้าน ขณะที่กำลังรออาหารอื่น นอกจากนั้นอาหารทอดบางอย่างก็อาจรวมอยู่ในเมนูติ่มชำด้วย
ติ่มซำยังถิว่าเป็นวัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของประเทศจีนด้วย โดยมักจะรับประทานเป็นอาหารเช้า
อาหารหวาน

น้อยหน่าบวชชี

OpenRice ขอนำเสนอสูตร “น้อยหน่าบวชชี” จากรายการ “Happy Life กับคุณหรีด” ออกอากาศวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 แม้ว่าหลายคนจะกลัวการรับประทานน้อยหน่า เพราะว่ามีเม็ดมากก็ตาม แต่น้อยหน่าเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เอามาทำอาหารอะไรก็อร่อยได้หลายๆอย่าง
รูปภาพ

วัตถุดิบและสัดส่วน:

1. น้อยหน่า
2. น้ำตาลปี๊บ
3. เกลือ
4. กะทิ
5. ใบเตย
6. น้ำเปล่า
7. น้ำตาลทราย
ขั้นตอนการปรุง:
1. มัดใบเตยแล้วใส่ในหม้อใบที่ 1 ตามด้วยน้ำกะทิลงไป ใส่น้ำเปล่าลงไปด้วยเล็กน้อย
2. ใส่น้ำตาลปี๊บ และเกลือลงในหม้อใบที่ 1 เมื่อเดือดดีแล้วยกลงจากเตา
3. ตั้งหม้อใบที่ 2 ใส่น้ำกะทิลงไป เติมน้ำตาลทราย
4. ผ่าลูกน้อยหน่า เอาแต่เนื้อ ใส่ลงหม้อใบที่ 2
5. เติมเกลือเล็กน้อย ต้มให้น้อยหน่ามีลักษณะฟูๆ ยกลงจากเตา
6. ตักส่วนของเนื้อน้อยหน่าลงในถ้วยเสิร์ฟ แล้วราดด้วยน้ำกะทิจากหม้อใบที่ 1 พร้อมเสิร์ฟ
เคล็ดลับ:
เหตุผลที่ต้องแยกต้มน้ำกะทิเป็น 2 หม้อ คือ หม้อที่ใช้ต้มเนื้อน้อยหน่าจะเห็นว่าใส่น้ำตาลทราย เพื่อให้เนื้อของน้อยหน่ายังคงเป็นสีขาวสวย และเป็นปุยๆน่ารับประทาน ในขณะที่อีกหม้อหนึ่งใส่น้ำตาลปี๊บที่ให้ความหอมหวาน อร่อยมากกว่าน้ำตาลทราย
และส่วนผสมสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำขนมที่มีส่วนผสมของกะทินั้น คือเกลือ เพื่อเพิ่มความอร่อยลงตัวให้กับอาหารจานนั้นๆ
ใส่ใบเตยและน้ำกะทิลงในหม้อใบที่ 1
ใส่ใบเตยและน้ำกะทิลงในหม้อใบที่ 1
แซะเอาเม็ดน้อยหน่าออก
แซะเอาเม็ดน้อยหน่าออก
อาหารคาว 


ซีฟู้ดผัดเปรี้ยวหวาน

เอาอาหารซีฟู้ดในตู้เย็น มาทำเปรี้ยวหวานทานเป็นมื้อเย็นค่ะ สูตรนี้ไม่ได้ใส่สับปะรด ได้รสชาติเปรี้ยวๆหวานจากซอสมะเขือเทศค่ะ กินเปล่าๆเหมือนเป็นอาหารฝรั่งหรือจะกินเป็นกับข้าวก็ได้ทั้งนั้นค่ะ


















วัตถุดิบและสัดส่วน:
1. หอยแมลงภู่
2. ปลาหมึก
3. กุ้ง
4. เห็ดหูหนู
5. หัวหอมใหญ่
6. มะเขือเทศ
7. ตันหอม
8. ขึ้นฉ่าย
9. แครอท
10. พริกหยวกแดง

เครื่องปรุง:
1. ซอสมะเขือเทศ
2. เกลือ
3. น้ำตาลทราย

ขั้นตอนการปรุง:
1. ต้มน้ำให้เดือด ลวกหอย ปลาหมึกและกุ้งให้สุกและนำขึ้นมาพักไว้
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชให้ร้อน ใส่หัวหอมใหญ่ แครอท พริกหยวก มะเขือเทศ และเห็ดหูหนู ผัดให้เข้ากัน
3. ใส่เครื่องปรุง ซอสมะเขือเทศ เกลือ และน้ำตาล ปรุงให้ได้รสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม
4. ใส่ซีฟู้ดที่ลวกแล้วลงไปผัด ใส่ต้นหอม ขึ้นฉ่าย ผัดพอเข้ากันแล้วตักใส่จาน ไปกินด้วยกันเลยค่ะ